100Y DESiGN

WEBSITE GRAPHIC DESIGN

ผู้เขียน หัวข้อ: ที่นี่มีคำตอบให้คุณเกี่ยวกับวิธีเขียนบทความคุณภาพทางด้าน SEO สนับสนุน Google Panda 4.2  (อ่าน 501 ครั้ง)

penguin4

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 14
    • ดูรายละเอียด
วิธีเขียนบทความคุณภาพทางด้าน SEO สนับสนุน Google Panda 4.2

รีวิวผลิตภัณฑ์วิธีเขียนบทความคุณภาพทางด้าน SEO สนับสนุน Google Panda 4.2 ผมมีเรื่องที่น่าใจอย่างมากมานำเสนอซึ่งเกี่ยวกับรับทำ SEOศึกษาเรียนรู้ได้จากเนื้อหานี้ครับ
ขั้นตอนการเขียนบทความ
คุณภาพ


การทำ SEO ปัจจัยสำคัญมากที่สุด คือ การสร้าง Content คุณภาพ ที่เป็นผลดีต่อผู้ติดตาม หากคุณมัวแต่สร้างแบ็คลิงค์โดยไม่สนเรื่องของการสร้างเนื้อหา
คุณภาพ อันดับ SEO ของคุณอาจไม่ยั่งยืน การเขียน Quality Content เป็นจุดเริ่มต้นของการทำ SEO อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าคุณจะทำอันดับกูเกิลด้วยทราฟฟิค หรือทำอันดับกูเกิลด้วย Links  ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการเขียนเนื้อหาคุณภาพ

  ในวงการ SEO รวมไปถึงวงการ Internet Marketing ด้วย มีคำกล่าวยอดนิยมที่ว่า Content is King ซึ่งหมายถึง ให้สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ (Quality Content) ถึงจะช่วยให้ประสบการบรรลุเป้าหมายในการทำ SEO ในการสร้าง Quality Content ที่ดีนั้น ควรจะคำนึงถึง 2 สิ่งควบคู่กันไป คือ User (ผู้เยี่ยมชม) และ Google Search จากการอัพเดทท้ายสุดของ Google ที่เรียกว่า Google Quality Update (Google Phantom Update) ที่เน้นความมีคุณภาพของ Content เป็นสำคัญ ในการจัดอันดับ Website  ทำให้ ในการรับทำ SEO ปัจจุบันนั้น เราจำเป็นต้องมาทำความเข้าใจในเรื่อง Quality หรือ คุณภาพ ในมุมมองของกูเกิลมากกว่าเดิม
Quality Content ในวิสัยทัศน์ Google

  หากตั้งข้อสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า Content ที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร แล้วเราจะส่งเสริมให้เนื้อหาของเรามี Quality ในมุมมอง Google ได้ยังไง ผมต้องบอกกับผู้อ่านก่อนว่าเรื่องของคุณภาพเป็นเรื่องที่ซับซ้อนพอสมควร อีกทั้งกูเกิลก็มีเกณฑ์วัดคุณภาพโดยพัฒนา Algorithm ใหม่ๆ ออกมาเพื่อ Check คุณภาพของเนื้อหานั่นเอง

  ในมุมมองผู้อ่าน (User) ย่อมเข้าใจว่าเนื้อหาที่พวกเขาอ่านอยู่นั้น เป็นบทความที่มีประโยชน์หรือไม่ ผู้เยี่ยมชมสามารถตัดสินด้วยตนเองได้ว่าเนื้อหาที่กำลังอ่านเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขากำลังค้นหาหรือไม่ และสามารถติดสินได้ว่า ชอบหรือไม่ชอบ เนื้อหานั้นๆ แต่ในสายตาของ Google นักทำ SEO จะทราบได้อย่างไรว่า Quality Content ในมุมมองของ Google เป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าหากเราเข้าใจคำว่าคุณภาพในมุมมองของกูเกิลได้ ก็จะทำให้เราสามารถทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

  ซึ่งผมจะยิบยกเอาเรื่องของ Quality Rater หรือการประเมินคุณภาพตามแบบฉบับของ Google ซึ่งเว็บ SEO เมืองนอกจะติดตามและให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้ค่อนข้างมาก เพราะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบ Algorithm ของกูเกิลก็ว่าได้ การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Google Quality Raters และ Quality Rater Guidelines จะช่วยทำให้เราสามารถทำ SEO ให้เกี่ยวข้องกับระบบ Algorithm ใหม่ๆ ของ Google ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถดันอันดับอย่างยั่งยืน
มาทำความรู้จักกับ Google Quality Raters

  หากเราแปลตรงๆ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเรื่องของ Google Quality Raters คือ การประเมินคุณภาพของกูเกิล แน่นอนว่าถ้าเราทำความเข้าใจกับมันให้มากๆ ย่อมจะส่งผลดีต่อการทำ SEO ของเราอย่างแท้จริงครับ ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ QR (Quality Raters) ของ Google ก็เหมือนกับ QC (Quality Control) ของ Company ทั่วไป จะทำหน้านี่ตรวจตสอบคุณภาพ ซึ่งในมุมมองของกูเกิล คือ การตรวจสอบคุณภาพของ Website นั่นเอง และแน่นอนว่าจะมุ่งเน้นไปที่การตรวจเช็คที่คุณภาพของบทความเป็นหลัก อาจมีการตรวจสอบปัจจัยอื่นรองรับ เช่น การตรวจเช็คโครงสร้าง Website ว่ารองรับ Google Mobile Friendly การตรวจเช็คมาตรฐานการปรับปรุงเว็บไซต์ตามหลักของ W3C การดีไซน์เว็บ Web Layout ที่รองรับผู้อ่านเป็นหลัก เป็นต้น ซึ่งสถานะของเจ้าหน้าที่ Google สำหรับตรวจเช็คคุณภาพดังกล่าว เรียกว่า Search Quality Analyze หรืออาจเรียกว่า Search Quality Research and Development ก็ได้ ซึ่งความหมายเหมือนๆ กัน คือการวิเคราะห์ ตรวจเช็ค และปรับปรุงคุณภาพบน Google Search ทีมเวิร์คด้านนี้มีความสำคัญกับการปรับปรุงระบบ Algorithm ต่างๆ ของกูเกิลอย่างมาก ก่อนที่จะปรับปรุงหรืออัพเดทระบบอัลกอริทึมใหม่ๆ จะต้องมีการกำหนด Quality Guidelines ให้กับทีมเวิร์ค Engineer ที่มีหน้าที่พัฒนา กูเกิลอัลกอริทึม และเมื่อระบบอัลกอริทึมพัฒนาเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการทดลองกันภายใน หรือเรียกว่า Offline Testing เพื่อให้ QR แจกแจงว่า Algorithm ก่อนและหลังการปรับปรุงมีคุณภาพในการแสดงผลการค้นหา Search Result Pages ดีขึ้นหรือไม่ การที่เราทำความเข้าใจกับคำว่า คุณภาพ ในสายตากูเกิล ย่อมทำให้เราสามารถทำอันดับบน Google ได้ทุกอัลกอริทึมที่ออกมา และนักทำ SEO ควรเข้าใจและสำนึกว่ายิ่งกูเกิลมีการปล่อยอัลกอริทึมออกมาบ่อยสักแค่ไหน นั่นมีความหมายว่าจะยิ่งเน้นคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ นักทำ SEO ควรพัฒนา Knowledge  ความสามารถ และตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน
เริ่มต้นค้นคว้าเกี่ยวกับ Google Quality Rater Guidelines
Content ในสายตาของ Google ประกอบด้วยอะไรบ้าง

1. Main Content (MC) หมายถึง ส่วนหลักของ Webpage ที่ตอบโจทย์ของเป้าหมายในการสร้างหน้านั้นขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็น Text (ข้อความ) , รูปภาพ , วีดีโอ เป็นต้น ซึ่งบางทีอาจจะนับรวมไปถึง คอมเม้นท์จากผู้เยี่ยมชมด้วย MC จะมีคุณภาพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ Detail ของบทความภายในเนื้อหานั้นๆ ว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้เยี่ยมชมได้มากน้อยขนาดไหน

2. Supplementary Content (SC) หมายถึง เนื้อหาส่วนเสริม ในที่นี้มีขึ้นเพื่อสร้างใช้งานที่ดี (Good User Experience) ในหน้าเพจนั้นๆ แต่ไม่ได้มีส่วนโดยตรงสำหรับให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น Navigation (เมนู) , Relate Posts , Sidebar , Footer เป็นต้น

3. Advertisments/Monetization (Ads) หมายถึง Banner โฆษณา Sponsored ต่างๆ ที่วางไว้เพื่อสร้าง Earnings ให้กับเว็บ ซึ่งคำว่าโฆษณา อาจเป็น Image Ads , Text Ads หรือ Multimedia Ads แม้กระทั่ง Advertise  Youtube ก็เรียกว่า Ads ประเภทหนึ่งบนเว็บไซต์ของเรา
Quality Content ในวิสัยทัศน์ Google มองในแบบ Google Quality Rater Guidelines

  แนวทางที่ Google บอกให้ Human Raters ใช้เพื่อประเมินและให้ Score  Webpage/Content จะใช้ 2 ตัวแปรหลัก คือ คุณภาพของเพจ (Page Quality Rating) และ คุณประโยชน์ (Utility Rating)

  หากพูดถึงเรื่องของการประเมินทางด้านคุณภาพของ Google จะแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ เช่น

1. Page Quality Rating

  Page Quality Rating (PQ) คือแต้มที่ให้โดยทีมงาน Quality Raters ซึ่งจุดหมายปลายทางหลักๆของ PQ เพื่อบอกว่า หน้าเพจนั้นๆมีคุณภาพมากน้อยเท่าใด โดยส่วนสำคัญของการประเมินคุณภาพอยู่ที่ หน้าเพจนั้นตอบคำถามของ Objectvie ในการสร้างมันขึ้นมามากน้อยแค่ไหน

  ซึ่งการให้คะแนนจะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ  คือ Lowest – Low – Medium – High – Highest  (สามารถแยกย่อยได้อีก 9 ระดับ โดยจะเพิ่ม Low- , Low+ , Medium+ และ Heigh+) ให้ดูภาพประกอบจากคู่มือ ซึ่งสามารถค้นหาบน Search Engine ด้วย Keyword  google quality rater guidelines pdf แล้วทำการดาวน์โหลดเพื่ออ่านเป็นคู่มือควบคู่กับการอ่านเนื้อหานี้
ลักษณะหน้าเว็บที่จะได้ Score  Page Quality สูง

  Page หรือ Website ที่มีคุณภาพสูงในมุมมองของ Google พูดได้ว่ามีเนื้อหาคุณภาพสูงเป็นประโยชน์ต่อผู้ติดตาม (High Quality Content) จะมีแต้ม PQ ถูกจัดอยู่ในระดับ High มีลักษณะดังต่อไปนี้

1. Heigh Quality Main Content

  คุณภาพของ MC ถือว่าเป็นหนึ่งใน Factor สำคัญในการชี้วัดคุณภาพของ Page Quality ก็ว่าได้ สำหรับ Website ทุก Platform แล้ว การสร้างเนื้อหาคุณภาพจำเป็นต้องมีทักษะดังต่อไปนี้ คือ  Time  (time) , ความมุ่งมั่น (effort) , ความเชี่ยวชาญ (expertise) และ ความสามารถ/ทักษะ (talent/skill)

  Main Content หรือเนื้อหาหลักมีคุณภาพสูงและปริมาณสมควร จุดมุ่งหมายของหน้าเพจจะเป็นตัวช่วยในการประเมินคุณภาพของ Main Content ยกแบบอย่างเช่น

1.1 Main Content สำหรับ สารานุกรม (encyclopedia) ควรที่จะให้ข้อเท็จจริง ถูกต้อง กระจ่างแจ้งและครอบคลุม

1.2 Main Content สำหรับ Shopping ควรที่จะง่ายต่อการค้นหา Product  หรือ สั่งซื้อ

1.3 Main Content สำหรับ การอ้างอิง (Referral) ควรที่จะมีหัวข้อและบทความคลอบคลุมเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ทั้งหมด

2. A High Level of Expertise/Authoritativeness/Trustworthiness (E-A-T)

E-A-T ย่อมากจาก Expertise/Authoritativeness/Trustworthiness  Respectively

Expertise หมายถึง ความเชี่ยวชาญ (การแชร์ Experience ส่วนตัว เป็นความเชี่ยวชาญในรูปแบบหนึ่ง)
Authoritativeness หมายถึง ความมีอำนาจ (เป็นศูนย์กลางของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นที่โปรดปราน มีชื่อเสียง)
Trustworthiness หมายถึง ความน่าเชื่อถือ (ผู้ที่อ่านได้รับความรู้ ข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ)

  เพจหรือเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงจำเป็นต้องดูมีความเชี่ยวชาญ/ความน่าไว้วางใจ ในหัวข้อที่นำเสนอ แต่ไม่มีความจำเป็นว่าทุกเพจต้องมี E-A-T ระดับสูงโดยทั้งหมด ปัจจัยที่สำคัญอยู่ที่ Topic (หัวเรื่อง) ของหน้าเพจนั้น ว่ามีความจำเป็นต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูงมากสักแค่ไหนเพื่อให้ตอบข้อสงสัยของจุดประสงค์ในการสร้าง

  Page หรือ หน้าเว็บที่มีคุณภาพสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญที่ทำให้เนื้อหามีความน่าไว้วางใจ ให้จำไว้ว่า Website แบบควรมีผู้ชำนาญการเกี่ยวกับเรื่องที่ Present  ผู้ง่ายๆ คือ ต้องมีคนที่มีความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่นำเสนอต่อผู้อ่านนั่นเอง ไม่ว่าคุณจะสร้างเว็บซุบซิบ ข่าวบันเทิง , เว็บเสื้อผ้าแฟชั่น ,  Website อารมณ์ขัน ตลก เฮฮา , เว็บบอร์ดหรือหน้าเว็บถาม-ตอบ , ข้อมูลบางอย่างที่เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง หรือหัวข้ออภิปราย จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญให้คำกล่าวหรือบรรยายเรื่องเฉพาะเจาะจงได้ พูดง่ายๆ คือ มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถตอบ Question ในหัวข้อภายในเว็บแบบละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ได้นั่นเอง

2.1 E-A-T เกี่ยวกับคำกล่าวที่มีคุณภาพในทางการแพทย์ ก็ควรมาจากหน่วยงานหรือหน่วยงานที่มีความรู้ทางด้านการแพทย์ที่สมควรและได้รับการการันตีอย่างถูกวิธี คำแนะนำทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง ควรเขียนหรือสร้างในรูปแบบมืออาชีพ และควรได้รับการตรวจเช็ค ปรับปรุง พัฒนาเป็นประจำ

2.2 E-A-T เกี่ยวกับคำกล่าวทางด้าน Finance  , ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย , คำอธิบายทางด้านภาษีและอื่นๆ ควรมาจากแหล่ง Data ที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการตรวจเช็คและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

2.3 E-A-T คำอธิบายที่มีคุณภาพในหัวข้อต่างๆ เช่น การพัฒนาบ้าน (ซึ่งอาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงหลายแสนบาท)  หรือคำอธิบายเกี่ยวกับอุปสรรคการเลี้ยงดู (ซึ่งสามารถกระทบต่อความเบิกบานในอนาคตของคนในครอบครัว) ก็ควรมาจากคำแนะแนวของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่สามารถไว้วางใจได้

2.4 E-A-T หน้าคุณภาพที่เกี่ยวกับงานอดิเรก เช่น การถ่ายภาพ หรือ การศึกษาการเล่นกีตาร์ ยังต้องมีความเชี่ยวชาญ

  จากแบบอย่างที่นำเสนอสะท้อนให้เห็นว่า Google สามารถเข้าใจคุณภาพของบทความที่เราสร้างขึ้น นั่นหมายความว่าคุณไม่สามารถเขียนบทความธรรมดาๆ แม้ว่าจะอ่านรู้เรื่อง เพื่อหวังผลทางอันดับกูเกิล ที่ดี เว้นแต่คุณจะสร้างเนื้อหาอย่างละเอียดและลึกซึ้ง เขียนแบบผู้เชี่ยวชาญ และให้เข้าใจว่ากูเกิลเข้าใจสิ่งที่คุณเขียนว่ามีคุณค่าแค่ไหน แน่นอนว่าคุณอาจเห็นบางเว็บมีบทความไม่มาก แต่สามารถติดอันดับต้นๆ บนผลการค้นหาของกูเกิล Search Result Pages อย่างที่ผมเคยอธิบายไปในเนื้อหาก่อนๆ ว่า Traffic สามารถทำอันดับเว็บได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณสร้างบทความได้พอใจผู้เยี่ยมชมปริมาณมากๆ เว็บของคุณอาจไม่ต้องมีข้อมูลคุณภาพจำนวนมากก็สามารถทำอันดับได้ แต่ถ้าเว็บคุณยังไม่ดัง เรื่องที่ดีที่สุดคือการกรอก Content ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

  ในบางครั้งคุณไม่ต้องสร้างเนื้อหาโดยใช้ศัพท์ทางวิชการมากๆ ก็ได้ คุณสามารถเขียนรีวิวการ Travel  การใช้ชวิตประจำวัน ก็สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายตาของ Google ได้ จากการอธิบายการ Trip และการใช้ชวิตในแบบของคุณ เพราะ Google เข้าใจว่า Experience ที่คุณพบเจอในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งทริป Trip ต่างๆ ล้วนเป็นประสบการณ์และปรากฏการณ์ที่ทำให้คุณมีความเชี่ยวชาญได้นั่นเอง ส่วนถ้าหากท่านไม่เข้าใจว่า Google จะรู้ได้ยังไงว่าคุณกำลังสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสูง ปัจจบุันกูเกิลมีข้อมูลมากมายก่ายกองและมีข้อมูลเกือบทุกเรื่อง ข้อมูลของคุณจะถูกนำไปเปรียบเทียบข้อมูลในประเภทเดียวกันกับบทความที่คุณเขียน และตรวจสอบความสันพันธ์ของ Data  ถ้าคุณเขียนด้วยความเข้าใจ จาก Experience  หรือการค้นคว้า เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ กูเกิลก็จะเข้าใจสิ่งที่คุณตั้งใจถ่ายทอดให้กับผู้ติดตาม

3. Positive Reputation

  หน้าที่มีคุณภาพจะต้องเป็น Page ที่มีชื่อเสียง และต้องมีเชื่อเสียงในแง่บวก ชื่อเสียงของเว็บไซต์ มีพื้นฐานจากประสบการณ์ของ User จริง รวมถึงความคิดความอ่านเห็นของผู้คน เช่น รีวิว คอมเม้นท์ การพูดถึงเพจของคุณจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ บนหน้าเว็บอื่น หรือแม้กระทั่งจำนวนการค้นหาเกี่ยวกับเพจของคุณบน Google Search สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความมีเชื่อเสียงของคุณ ในการทำ SEO ยุคนี้ ยิ่งมีคนกล่าวถึงคุณมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่ออันดับ SEO มากเท่านั้น งั้นคุณก็เริ่มสร้างให้เว็บของคุณมีเชื่อเสียงได้แล้ว

4. Helpful Supplementary Content

  Google กล่าวว่า SC (Supplementary Content) อาจเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้เพจมีคุณภาพสูงที่น่าพอใจตามจุดประสงค์ของมัน กล่าวคือ Website มีการจัดวาง SC ที่ดี สะดวกต่อการใช้งานของผู้ชม (เช่น พวก เมนู Sidebar Footer ต่างๆ) และพยายามอย่างสร้าง Spam Link หรือ Spam Content ในสถานะดังกล่าว ให้มุ่งเน้นการนำเสนอที่น่าชอบ ตลอดจนสามารถนำทางผู้ใช้งานออย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

5. Functional Page Design

  กูเกิลได้ให้ความหมายโดยรวมของ Function Page Design ไว้ว่า หน้าที่มีคุณภาพสูงนั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของผู้เขา (เจ้าของเว็บไซต์) เพจจะต้องมีการบริหารที่ดี สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีรูปแบบการปฏิบัติงานโดยรวม ในขณะที่ทุกหน้ามีความไม่เหมือนกัน หน้าที่มีคุณภาพควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

5.1 MC (Main Content) หรือ เนื้อหาหลัก ควรแสดงอย่างเด่นชัดในบริเวรณด้านหน้าและตรงกลางเพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน ส่วน SC และ Ads ควรวางในตำแหน่งที่เหมาะสม

5.2 บทความหลัก MC ควรมองเห็นได้ทันทีที่เปิดหน้า Website

  การ Design เพจที่เอื้อต่อการใช้งาน (User Experience) ในการออกแบบให้เว็บสนับสนุนยูสเซอร์ให้สามารถเข้าถึง Data ได้อย่างมีประสิทธิผล เข้าถึง Data ที่ถูกต้อง จะช่วยทำให้หน้าเว็บของเรามีคุณภาพในมุมมองของกูเกิลด้วย

6. A Satisfying Amount of Website Information

  เพจที่มีคุณภาพสูงควนมีข้อมูล Website ครบถ้วนถูกต้องกระจ่างแจ้ง เช่น หน้า Support , About Us , Contact Us , Service Information , Product Information เป็นต้น ยังไงก็ตามเพจของคุณอาจมีข้อมูลที่มากกว่านี้ หรืออาจแสดงข้อมูลที่สอดคล้องให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึง Data ทั้งหมดยิ่งดี รวมไปถึงเนื้อหาที่เขียนลงในเว็บไซต์ด้วย หากมีการ Present  Content คุณภาพ ที่ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่ Present ได้ทั้งหมด จะทำให้ Google ชอบเพจของคุณขึ้นมาทันที และจะนำเพจของคุณไปแสดงร่วมกับคำค้นที่มีการแข่งขันระดับไม่มากก่อน เมื่อยูสเซอร์เข้าอ่านบทความของคุณเป็นระยะเวลานานๆ อีกทั้งเว็บของคุณมีทราฟฟิคคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ เพจของคุณจะสามารถติดอันดับใน Keywords ที่มีการแข่งขันขั้นสูงได้ไม่ยาก เพราะ Page Quality และ User จะ Drive อันดับกูเกิล ของคุณให้ขยับไปอยู่อันดับต้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องของ Links ด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชอบมากๆ ในการทำ SEO ยุคนี้

7. A Well Cared for Maintenance and Updates

  อีก Factor ที่จะช่วยส่งเสริมให้ Page ของเรามีคุณภาพในมุมมองของ Google คือ การดูแล ตรวจเช็คสภาพเว็บ และการอัพเดทเว็บอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มคุณภาพของ Website มากกว่าเดิม ไม่เพียงแต่เว็บหลักที่คุณต้องหมั่น Check คุณภาพของเว็บและพยายามอัพเดทบทความอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น คุณยังต้องทำสิ่งเหล่านี้กับเว็บรอง หรือแม้กระทั่งเว็บที่ทำหน้าที่เป็นแบ็คลิงค์ใหักับเว็บหลักด้วย ซึ่งมันจะส่งเสริมให้อันดับ Google ของคุณขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ในเนื้อหาก่อนๆ ว่า ยุคนี้เราสามารถทำ SEO โดยอาศัยทราฟฟิคและการทำเว็บเพื่อผู้ใช้งานอย่างเดียวก็ได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องหาแบ็คลิงค์เข้าเว็บ ก็สามารถทำอันดับบนกูเกิลได้ ในขณะเดียวกันเราก็ยังสามารถสร้างลิงค์คุณภาพดันอันดับบน Google Search ได้เหมือนกัน แต่ Time Line และความยั่งยืนของการทำ SEO โดยไม่เน้นการสร้าง Links จะดีกว่า ไม่ว่าเรื่องของช่วงเวลาในการทำอันดับ รวมไปถึงความยั่งยืนของอันดับที่ได้
3 อันดับของปัจจัยที่ใช้พิจารณาและประเมินการให้แต้ม Page Quality ในฐานะ Human Rater มีดังนี้
Page Quality Factor อันดับที่ 1 คือ Quality and Quantity of Main Content

  แน่นอนว่า Quality and Quantity of Main Content มีผลต่อการจัดอันดับคุณภาพของเพจหรือ Website  เป็นอันดับต้นๆ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของการสร้างเว็บไซต์ คือ Content คุณภาพที่มีประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมนั่นเอง ยิ่งเว็บมีปริมาณบทความคุณภาพปริมาณมากๆ ยิ่งส่งผลดีต่ออันดับเอสอีโอ อย่างรวดเร็ว
Page Quality Factor อันดับที่ 2 คือ Level of E-A-T of the page and the website

  ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของ Page รองลงมา คือ เรื่องของระดับคุณภาพของ E-A-T หรือการวัดคุณภาพของเพจ ด้วยการแยกแยะ Content ที่สร้างขึ้น ว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด รวมทั้งบทความเหล่านั้นเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ แน่นอนว่า Google ชอบเว็บที่เขียนโดยผู้ชำนาญการ ที่มี Knowledge และ Experience เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้รับประโยชน์จากการเข้าอ่านบทความเหล่านั้นนั่นเอง
Page Quality Factor อันดับที่ 3 คือ Reputation of the website

  อันดับสุดท้ายที่จะชี้วัดว่า Page มีคุณภาพ นั่นก็คือ Reputation of the website หรือ ชื่อเสียงของเว็บไซต์ และต้องเป็นชื่อเสียงในด้านบวกอีกด้วย ซึ่ง Google จะ Check ชื่อเสียงของ Website  ส่วงหนึ่งมาจากการอ้างอิง Referral จากเว็บที่มีคุณภาพที่มีความสอดคล้องกัน และไม่มีความจำเป็นต้องอ้างอิงด้วย Links เสมอไป อาจเป็น ชื่อ Website  แบรนด์ Product  หรือข้อมูลที่สอดคล้องกับเว็บไซต์ของเราก็ได้
2. Utility Rating

จุดประสงค์หลักของหน้าที่ Google Raters ก็เพื่อช่วยปรับปรุงให้ Search Engine Engine มีคุณภาพมากกว่าเดิม Google มุ่งมั่นจะแสดงผลการค้นหาที่ดีที่สุด และเป็นประโยชน์มากที่สุดต่อ Searcher  (ตาม Language และสถานะที่อยู่) ดังนั้น นอกเหนือจาก Page Quality Rating แล้ว อีกปัจจัยที่สำคัญก็คือ Utility Rating (แต้มคุณประโยชน์)

โดยค่าของคุณประโยชน์จะถูกประเมินออกมาในลักษณะที่ อ้างอิงกับ

1. คำที่ใช้ในการค้นหา (Search Query)
2. ความสนใจของ Searcher  (User Intent)

และ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
รูปภาพที่เกี่ยวข้องวิธีเขียนบทความคุณภาพทางด้าน SEO สนับสนุน Google Panda 4.2
วิธีเขียนบทความคุณภาพทางด้าน SEO สนับสนุน Google Panda 4.2
อ้างอิงจาก: รับทำ SEO
แท็ก: รับทำ SEO
อ้างจาก: รับทำ SEO
วิธีเขียนบทความคุณภาพทางด้าน SEO สนับสนุน Google Panda 4.2
หมวดหมู่: Search Engine Optimization
หน้าหลัก: http://www.cmseogroup.com
รายละเอียดสินค้า: http://www.cmseogroup.com/SEO-Services
ติดต่อเรา: http://www.cmseogroup.com/Contact-Us
ชื่อ: CM SEO Group (ซีเอ็ม เอสอีโอ กรุ๊ป)
ที่อยู่: เชียงใหม่
เบอร์โทรติดต่อ: 062-3639429
อีเมล์: cmseogroup@gmail.com