100Y DESiGN

WEBSITE GRAPHIC DESIGN

ผู้เขียน หัวข้อ: เงินฝากเผื่อเรียก การลงทุนที่ห้ามมองข้าม  (อ่าน 206 ครั้ง)

panne rattana

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 74
    • ดูรายละเอียด
การลงทุนด้วยการฝากเงินนับเป็นวิธีการที่คนไทยคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคปู่ย่าตายาย จนกลายเป็นวลีเด็ดที่ว่า “เอาเงินไปฝากธนาคารนั่งกินนอนกินดอกเบี้ยที่บ้านดีกว่า”แต่เมื่อเวลาผ่านไปดูเหมือนว่าการฝากเงินจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ เมื่อเทียบกับการลงทุนในประเภทอื่นๆ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดความสำคัญ เพราะไม่ว่าคุณจะจัดพอร์ตการลงทุนแบบไหน ก็ต้องมีเรื่องของเงินฝากเข้ามาด้วยเสมอ ขนาดคนที่มีรายได้สูงๆ ฐานะการเงินดี ก็ยังต้องมีเงินฝากเป็นส่วนสำคัญของเงินออมของตน ข้อมูลจาก The Wealth Report 2012 โดย Knight Frank ระบุว่า ผู้มีรายได้สูงทั่วโลกเฉลี่ยแล้วจะออมเงินในเงินฝาก 15% ของทรัพย์สินทั้งหมด แล้วสำหรับพวกเรา เราก็สามารถจัดสรรเงินออมบางส่วนในเงินฝากได้ตามความเหมาะสม เพราะแม้เงินฝากจะมีข้อเสียที่ผลตอบแทนต่ำ และไม่สามารถป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อ แต่ก็มีข้อดีที่สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ สามารถเป็นแหล่งเงินยามฉุกเฉินได้ดี และยังเป็นแหล่งเงินสำหรับโอกาสทองหรือลาภลอยที่ได้มาแบบไม่รู้ตัว เช่น มีโอกาสได้ซื้อหุ้นถูก เป็นต้น

ดังนั้น การจัดสัดส่วนเงินออมในเงินฝากจึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของตนเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอายุ 20-30 ปีซึ่งเป็นวัยแห่งการทำงานและยังไม่มีภาระครอบครัว ที่สำคัญยังสามารถรับความเสี่ยงสูงได้ควรจัดพอร์ตแบบ 90/10 คือลงทุนในหุ้นหรือตราสารทุน 90% ส่วนที่เหลือคือเงินฝากและตราสารหนี้
ถ้าคุณอายุ 31-40 ปี ซึ่งเป็นวัยแห่งการเริ่มต้น เช่น การมีครอบครัว ซื้อรถยนต์คันแรก ซื้อบ้านหลังแรก ความสามารถในการรับความเสี่ยงก็จะลดลง ไม่สามารถลงทุนแบบโลดโผนโจนทะยานได้เหมือนสมัยเมื่อ10 ปีก่อน การจัดพอร์ตก็จะเปลี่ยนเป็น 50/50 คือ ลงทุนในหุ้น ตราสารทุน และอีกครึ่งก็นำไปลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ *เมื่อคุณอายุ41-55 ปี ถือว่าเป็นวัยที่มั่นคง รายได้สูงมากขึ้นกว่าเดิม แต่ภาระรายจ่ายก็ยิ่งสูงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องค่าจับจ่ายใช้สอย ค่าเล่าเรียนบุตร ฉะนั้นการจัดพอร์ตก็ควรจะลดความเสี่ยงในการลงทุนและเน้นความปลอดภัยของเงินออมเป็นหลัก การจัดพอร์ตก็จะเป็นแบบ 30/70 คือ 30% ลงทุนในหุ้นและตราสารทุนเพื่อเพิ่มโอกาสของผลตอบแทนส่วน70% ที่เหลือออมเอาไว้ในเงินฝากและตราสารหนี้เพื่อประกันความเสี่ยง

ถ้าคุณอายุ 55 ปีขึ้นไป ชีวิตเริ่มย่างเข้าวัยชรา ซึ่งจะรับความเสี่ยงได้น้อยมากการจัดพอร์ตก็จะเป็น 10/90 คือ ลงทุนในหุ้นหรือตราสารทุนเพียง 10% ที่เหลือลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ เนื่องจากวัยชราเป็นวัยที่ความสามารถในการรับความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากรายได้เริ่มไม่มั่นคงขณะที่สุขภาพเริ่มมีปัญหา แต่ที่ต้องลงทุนบางส่วนในหุ้นหรือตราสารทุน ก็เพราะช่วงอายุหลังเกษียณยังอีกยาว (ประมาณ 20-25 ปี) การออมเงินจึงต้องคำนึงถึงเงินเฟ้ออยู่เหมือนกัน

คราวนี้เราต้องมาดูประเภทเงินฝากว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับเรา ซึ่งแน่นอนถ้าเป็นการฝากเพื่อความสะดวกฝากง่าย ถอนคล่อง ก็คงจะต้องเป็นพวกเงินฝากออมทรัพย์ ที่สำคัญดอกเบี้ยไม่โดนหักภาษี (ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ถ้าไม่เกิน 2 หมื่นบาทจะได้รับยกเว้นภาษี แต่หากเกิน 2 หมื่นบาทเมื่อไหร่จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% นับตั้งแต่บาทแรก) แต่อัตราดอกเบี้ยของเงินฝากออมทรัพย์จะต่ำมาก ทว่าปัจจุบันได้มีเงินฝากออมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยที่น่าสนใจ อย่างเช่น เงินฝากออมทรัพย์ Smart Saving ของธนาคารเกียรตินาคิน ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3% ต่อปี ฝากถอนเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของเงินฝาก

เงินฝากเผื่อเรียก การลงทุนที่ห้ามมองข้าม คลิ๊กที่นี่ http://www.checkraka.com/