เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก
100Y DESiGN

WEBSITE GRAPHIC DESIGN

จบม.3 เลือกเรียนต่อสายอาชีพหรือสายสามัญดี จบมอต้นเลือกเรียนต่อสายไหนดี คำแนะนำดีๆจากความรู้พื้นๆ ไม่ใช่นักวิชาการ แต่อยากแนะนำน้องๆ เพราะผ่านมาจากประสบการณ์ตรงของชีวิต
เขียนโดย ตี๋น้อย | 09 ตุลาคม 2554 เวลา 18:49:46 น. | ผู้เข้าชม 4200 ครั้ง


ก่อนอื่นตี๋น้อยต้องขอแนะนำตัวก่อนนะว่าเป็นใคร? มันมาได้ไง  ตี๋น้อยคือคนที่จะไปหาสาระน่าสนใจต่างๆ มาให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้อ่านกัน มีประโยชน์บ้างในบางครั้ง มีสาระบ้างในบางที ไร้สาระบ้างในบางคราว อิอิ แต่ก็อยากเอามาให้อ่านกัน และสามารถติชมบทความที่ตี๋น้อยนำมาลงได้นะ หรือแนะนำเรื่องที่อยากทราบอยากรู้เข้ามา แล้วตี๋น้อยจะไปหามาให้อ่านกัน โอเคเนอะ

แนะนำตัวมาพอสมควรแล้ว เข้าเรื่องสาระเรื่องแรกของตี๋น้อยเลยแล้วกัน ต้องขอออกตัวก่อนนะว่าไม่ใช่นักวิชาการ หรือผู้ที่เก่งกาจมาจากที่ไหน แต่เนื่องจากมีน้องๆ มาขอคำแนะนำหลายคนว่า จบ ม.3 แล้วเลือกเรียนอะไรดี!!  เรียนสายอาชีพหรือสายสามัญดี แล้วในอนาคตอยากทำงานที่ตัวเองชอบจะเรียนทางไหนถึงจะเหมาะสมกว่ากัน ตี๋น้อยเลยจะใช้ความรู้ ประสบการณ์อันน้อยนิด ที่คิดว่าพื้นๆ แนะนำแบบบ้านๆ ใช้ภาษาแบบกากๆ ถ่ายทอดออกมาเป็นคำๆ เพื่อให้นำไปคิดกันเอง คนเรามีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องทำตามใคร ถ้าสิ่งนั้นไม่ถูกและไม่เหมาะสมกับตัวเอง บางครั้งบางสิ่งอาจจะถูกต้องกับบางคน แต่ไม่ใช่ทุกคน จริงไหม?

ทั้งนี้ตี๋น้อยไม่สามารถบอกหรือบังคับให้ใครเรียนอะไรตามคำบอกของตี๋น้อยได้นะ อ่านแล้วลองเอาไปคิดวิเคราะห์กันเองเน้อ คนที่จะเข้าใจและรู้ว่าน้องๆ ต้องเรียนอะไรมากที่สุดคือ พ่อแม่เราเอง ( อิอิ แอบจิ๊กกัดสังคมสมัยนี้หน่อย ที่พ่อแม่เป็นใหญ่ ) ที่จริงไม่ใช่พ่อแม่เราหลอกที่คิดให้ว่าเราจะควรเรียนอะไร คนที่ตัดสินใจได้ดีคือตัวน้องๆ เอง เพราะอนาคตเป็นของน้องๆ เองนะ พ่อแม่ก็ใช่ว่าจะอยู่กับเราตลอดไป จริงไหม ถ้าไม่มีท่านเหล่านั้นแล้วน้องๆ จะอยู่อย่างไร

แต่บางครั้งก็ต้องยอมรับเหอะว่า ปัจจุบันนี้มีมากกว่าครึ่ง ที่เด็กๆ เรียนหนังสือตามที่ผู้ปกครองสั่งให้เรียน แล้วประกอบอาชีพตามที่ผู้ปกครองอยากให้เป็น โดยใช้คำพูดยอดฮิตสวยหรูที่ว่า "ทำไปเพื่ออนาคตของลูก"  แต่เคยคิดหรือไม่ว่า การบังคับลูกให้เป็นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่สนใจความคิดเห็นของลูกเลย มันคือการกระทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองหรือเพื่อให้ตัวเองมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อลูกเรียนสถาบันดังๆ หรือจบมาทำงานในสถานที่ ที่สังคมยอมรับและยกย่อง ผู้ปกครองเองก็จะเป็นที่ยกย่องของสังคมไปด้วย แต่หารู้ไม่ว่า ลูกตัวเองไม่มีความสุขในการเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง เรียนไปทำไม? ส่งผลทำให้อาจจะต้องเลิกเรียนกลางคัน หรือดันทุรังเรียนจนจบออกมาแล้ว ไปทำงานแบบไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่ได้ชอบงานที่ทำ เลยทำให้อนาคตลูกไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นออกจากงาน เพราะทำงานไม่ได้ และที่เห็นมากที่สุดในตอนนี้คือ ภาวะตกงาน เพราะเรียนจบออกมาไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถแข่งขันแย่งชิงงานกับใครได้ นี่ไม่เท่ากับพ่อแม่รังแกลูกเหรอ และเมื่อท่านๆผู้ปกครองไม่อยู่แล้ว ลูกของท่านจะอยู่ยังไง จริงไหม?

ทีนี้มาเข้าเรื่องกันดีกว่า (ปลดปล่อยอารมณ์ซะเหนื่อย อิอิ) สำหรับน้องๆ ที่ตอนนี้จะจบมัธยมศึกษาปี่ที่ 3 แล้วกำลังจะเลือกว่าจะต่อ ม.4 ดี หรือ ปวช. ดี (ถามพ่อแม่ก่อนนะ ว่าจะบังคับให้น้องๆเรียน หรือให้เลือกเรียนเองได้ หุหุ ขอจิ๊กอีกนิดนึง) ถ้าผู้ปกครองไฟเขียวให้เลือกเรียนตามที่น้องๆ ชอบแล้ว พี่ตี๋น้อยมีคำแนะนำดังนี้....... ย้ำพี่ตี๋น้อยไม่ใช่นักวิชาการ แต่ใช้ประสบการณ์แนะนำ เชื่อหรือไม่เชื่อก็คิดเอง



จุดเริ่มต้นของการเลือกที่จะเรียนอะไร ?





วิธีีการง่ายๆ แบบพื้นๆ สำหรับพี่ตี๋น้อย คือ!!!!!!!!!!!!! ถามตัวของน้องเองก่อนว่าเรียนจบแล้วอยากทำงานอะไร เมื่อคนเรามีเป้าหมายแล้ว การเดินทางก็ง่ายใช่ไหม?  เหมือนกับการขับรถ ถ้ามีเป้าหมายปลายทางแล้วเราจะรู้ว่า จะไปทางไหน ใช้เส้นทางไหน อยากไปทางถนนเรียบๆ ถึงเร็วๆ หรือชอบทางวิบาก อ้อมเข้าป่าก่อนที่จะถึงปลายทาง แต่ถ้าไม่กำหนดเป้าหมายปลายทางที่จะไป ขับรถกินลมไปเลื่อยๆ อาจจะไปเจอทางตัน  เจอทางวิบากโดยที่เราไม่ชอบไม่ต้องการ ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็อาจจะหลงทาง หรือถึงขั้นขับรถตกเหวเพราะไปเจอถนนที่ลื่นและอันตรายก็ได้ จริงไหม?


 
แล้วจะรู้ได้ไง ว่าเราชอบอาชีพอะไร ?

น้องๆ บางคนอาจจะรู้ว่าตัวเองแล้วว่า ชอบอาชีพอะไร จะทำงานอะไร อันนี้พี่ตี๋น้อยก็ดีใจด้วย แต่พี่ตี๋น้อยว่า ยังมีมากกว่าครึ่ง หรือมากกว่า 80% ด้วยมั้ง ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเป็นอะไร อยากทำงานอาชีพอะไร เพราะพึ่งจะจบ ม.3 การที่จะให้เด็กขนาดนี้คิดวางแผนชีวิต คงเป็นการยากมากๆ เหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะสังคมไทย ผู้ปกครองจะดูแลลูกหลานแบบประคบประงมลูกหลาน ไม่สอนให้คิดเอง หรือให้ช่วยตัวเองเท่าที่ควร จึงทำให้ภาวะการคิดวิเคราะห์เหตุผลด้วยตนเองนั้น กว่าจะทำได้ก็อายุมากแล้ว หรือเรียนจบเรียบร้อยแล้ว บางคนเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าจะทำงานอะไร ปล่อยตัวไปวันๆ หรือทำงานแล้วยังไม่รู้เลยว่าทำงานเพื่ออะไร รู้แค่ว่าทำงานเลี้ยงชีวิตให้รอดเท่านั้น จริงๆ แล้ว พี่ตี๋น้อยอยากให้น้องๆ จำคำนี้ไว้คือ "ทำงานเพื่อสร้างชีวิต ไม่ใช่ทำงานเลี้ยงชีวิต" ประโยคนี้หมายความอะไร เดียวพี่ตี๋น้อยจะมาอธิบายคราวหน้า เดียวจะหลักการเยอะไป จะงงเปล่าๆ

การที่จะรู้ว่่าเราชอบอาชีพอะไรนั้น อย่างแรก คือเราต้องรู้ก่อนว่าในโลกนี้ มีอาชีพอะไรบ้าง สมัยก่อนรุ่นของพี่ตี๋น้อยนั้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (รู้เลยว่าแก่ อิอิ) สื่อต่างๆ ยังไม่เข้าถึงและแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ การที่จะหาข้อมูลอาชีพเป็นไปได้ยาก แต่เดียวนี้ อยากรู้อะไรให้ถามกู (Google) ง่ายแค่คลิ๊กไม่กี่ครั้ง แล้วทำไมเราจะไม่รู้ละว่าโลกนี้มีอาชีพอะไรบ้าง รู้ถึงว่าแต่ละอาชีพเค้าทำอะไร ทำงานอย่างไร ได้เงินเดือนเท่าไหร ต้องใช้ความรู้อะไรในการทำงาน เห็นไหม แล้วทำไมเราไม่คิด ไม่ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เข้าเน็ตหาแต่เรื่องไร้สาระ อิอิ

พอรู้ข้อมูลอาชีพต่างๆ แล้ว ก็ลองถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร เราอาจจะเลือกสัก 2-3 อาชีพ หรือมากกว่านั้นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเจาะจง เอาแค่เป็นแนวทางก่อน (อายุเรายังน้อย ประสบการณ์ก็น้อย ยังต้องเจออะไรอีกเยอะ) พี่เชื่อว่า อาชีพที่แต่ละคนชอบนั้น มันจะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทำงานคล้ายๆ กัน เช่น บางคนชอบอาชีพตำรวจ ก็น่าจะชอบอาชีพลองๆ ลงมาคือ ทหาร หรืองานราชการ วิศวะกร เพราะมันเท่ (เด็กเนอะไม่คิดอะไรมาก ส่วนใหญ่จะดูรายละเอียดไม่ลึกมาก จริงไหม) หรือบางคนชอบศิลปะ ก็ชอบงานกราฟฟิค ออกแบบ ตกแต่งภายใน เป็นต้น


 


วิเคราะห์อาชีพว่ามีกี่ประเภท ?

การแบ่งประเภทของอาชีพ ฉบับพี่ตี๋น้อยนั้น พี่จะแบ่งไปตามลักษณะการทำงานคือมี 2 ประเภท ระหว่าง งานที่ต้องการความสามารถด้านทฤษฎี กับงานที่ต้องการความสามารถด้านประสบการณ์ มันก็คือสายการเรียนที่เราจะเลือกเรียนนั้นเอง

งานที่ต้องการความสามารถด้านทฤษฎี คืองานที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถอ้างอิงตามตำราที่เราศึกษามาตอนเรียน ในการประกอบอาชีพซะส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความจำเป็นอย่างมาก เช่น ทนายความ หมอ พยาบาล ตำรวจ งานราชการ รัฐวิสหกิจ งานเอกชนด้านเอกสาร นักวิจัย วิทยากร ครู อาจารย์  เป็นต้น อาชีพเหล่าน่าจะต้องเรียนสายสามัญ (ย้ำ "น่าจะต้อง" เรียนนะ พี่ไม่ได้บอกว่า "จะต้องเรียน" คิดเอาเองเน้อ) เพราะต้องศึกษากอบโกยความรู้ให้มาก ให้แม่น เช่นนักวิจัย ต้องจำสูตรทฤษฏี ให้เป๊ะ หรือทนายความต้องแม่นเรื่องว่าด้วยกฎหมาย มาตรากฎหมาย ดังนั้นต้องเรียน ทฤษฏีเยอะๆ

และที่สำคัญอาชีพเหล่านี้ จะเข้าทำงานได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือกซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการสอบเข้าทำงานนั้นวัดความสามารถด้านความรู้ในตำราที่เราเรียนมา ดังนั้นใครจำได้เยอะ จำได้แม่น เรียนมาเยอะ ขยันๆ ยิ่งได้เกรดเฉลี่ยตอนเรียนดีๆ ยิ่งได้เปรียบมีโอกาสสอบติด (ย้ำ พี่พูดถึงแค่สอบติดนะ หุหุ) จริงไหม ส่วนวุฒิการศึกษาที่ใช่ประกอบอาชีพคือขั้นต่ำปริญญาตรี ดังนั้นใครไม่จบ โอกาสก็น้อย ถึงขั้นไม่มีโอกาสสอบเลยก็ว่าได้  (แต่เดียวนี้ก็มีรับวุฒิ ปวช. ปวส. เหมือนกันนะ ทำให้คนมีวุฒิเยอะ ยิ่งมีโอกาสได้งานง่ายกว่า)


 


งานที่ต้องการความสามารถด้านประสบการณ์ คืองานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าทฤษฎี เช่น วิศวะกร งานช่างซ่อมบำรุงต่างๆ กราฟฟิคดีไซน์ ออกแบบ ตกแต่งภายนอก ภายใน งานขาย งานการตลาด ฯลฯ งานเหล่านี้ต้องเก็บเกี่ยวความรู้ความสามารถจากการลงมือทำหรือการปฏิบัติให้มากที่สุด เพื่อใช้ประกอบการทำงาน ต่อให้เรียนมาด้วยกัน เรียนจบมาจากสถาบันเดียวกัน ทำงานที่เดียวกัน ความสามารถยังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าประสบการณ์ใครจะแน่นกว่า ดังนั้น ถ้าเราเรียนสายปฏิบัติเลยจะมีความรู้แน่นกว่าการมานั่งเรียนแต่ทฤษฏีให้เสียเวลา 3 ปี แล้วค่อยไปเรียนปฏิบัติที่ มหาวิทยาลัยหลังจบ ม.6 เพราะในช่วง ม.4-6 ไม่ได้เรียนปฏิบัติเกี่ยวกับอาชีพที่เราชอบซะเท่าไร พี่ว่าอาจารย์สายสามัญคงไม่สอนนักเรียนประกอบซ่อมคอมพิวเตอร์ หรือซ่อมครื่องใช้ไฟฟ้ามั้ง ถึงจะสอน ก็คงไม่ละเอียดถึงขั้นซ่อมเป็นอาชีพได้เหมือนเรียน ปวช. ดังนั้น อาชีพเหล่านี่ก็น่าจะเรียนสายอาชีพ

การเรียนสายอาชีพมีข้อดีที่ว่า อาชีพที่ใช้ประสบการณ์ในการทำงานนั้น เจ้าของกิจการส่วนใหญ่จะไม่มองว่าน้องๆ จะเรียนเก่งมาจากไหน จบจากสถาบันอะไร (อาจจะมองแต่มีส่วนน้อย)  ส่วนใหญ่จะดูที่ประสบการณ์ ดังนั้นถ้าคนเรียนสายสามัญจะไม่มีโอกาสได้สร้างประสบการณ์เหมือนสายอาชีพ เพราะคนที่เรียนสายอาชีพสามารถทำงานได้ตั้งแต่เรียนจบ ปวช. หรือเทียบเท่า ม.6 (ที่เด็ก ม.6 หลายๆ คนยังทำอะไรไม่เป็น)

อีกประการคือ เรียนสายอาชีพจนจบปริญญาตรี น้องๆจะได้วุฒิ คือ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ซึ่งแต่ละวุฒิเอาไปสมัครงานได้ ทำให้โอกาสตกงานมีน้อยกว่าสายสามัญ (ถ้าไม่เกี่ยงงาน ทำได้ทุกอย่าง และมีประสบการณ์เยอะนะ) แต่สำหรับสายสามัญได้วุฒิคือ ปริญญาตรี เท่านั้น ถ้าเจ้าของกิจการต้องการวุฒิที่ต่ำกว่าปริญญาตรีละ น้องๆ สายสามัญก็ต้องเอาวุฒิ ม.6 มาสมัครงาน ซึ่งเงินเดือนจะลดลงมาเยอะพอสมควรเลยนะ ถ้าเทียบกับ วุฒิ ปวส. และถ้ายิ่งแข่งขันกับคนที่มีวุฒิ ปวส. พร้อมอยู่แล้วหละ ใครเร็วใครพร้อม โอกาสเยอะกว่าแน่นอน


 


สรุปง่ายๆ

งานที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถอ้างอิงตามตำราที่เราศึกษามาตอนเรียน ในการประกอบอาชีพ เป็นงานที่ต้องอาศัยความจำเป็นอย่างมาก เช่น ทนายความ หมอ พยาบาล ตำรวจ งานราชการ รัฐวิสหกิจ งานเอกชนด้านเอกสาร นักวิจัย วิทยากร ครู อาจารย์  เป็นต้น อาชีพเหล่าน่าจะต้องเรียนสายสามัญ

งานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าทฤษฎี เช่น วิศวะกร งานช่างซ่อมบำรุงต่างๆ กราฟฟิคดีไซน์ ออกแบบ ตกแต่งภายนอก ภายใน งานขาย งานการตลาด ฯลฯ อาชีพเหล่านี่ก็น่าจะเรียนสายอาชีพ

ทั้งนี่ทั้งนั้นอย่างที่พี่ย้ำมาเสมอๆ เอาไปคิดวิเคราะห์กันเองนะ ไม่ต้องเชื่อพี่หลอกนะ เพราะของแบบนี้อยู่ที่ตัวน้องๆ เลือกเอง เรียนสายอะไรไม่สำคัญ ขอให้ทำสิ่งที่น้องๆ ต้องการเป็นให้ดีที่สุด เรียนสายสามัญแต่ขยันหาประสบการณ์ก็ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เรียนสายอาชีพแต่ชอบงานราชการ ก็ได้ความมั่นคงของชีวิตมากขึ้น ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำของน้องๆ เท่านั้น

 

บทความ แนะนำ

รวมข้อมูลเกี่ยวกับรถคันแรก คำแนะนำสำหรับประชาชนในการขอใช้สิทธิ์ฯ ตามนโยบายรัฐบาลสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมสรรพสามิตดื่มกาแฟ มีประโยชน์ หรือโทษ พอดีเป็นคนชอบดื่มกาแฟ ถึงขั้นต้องดื่มทุกวัน เลยอยากรู้ว่าการดื่มกาแฟมีประโยชน์หรือโทษอย่างไร จะได้รู้ว่าควรลดหรือดื่มต่อไปรู้สู้ flood ตอนที่ 7 รู้ให้ครบ ระบบน้ำใช้ มาร่วมกันเข้าใจระบบน้ำประปาให้มากขึ้น ด้วยการตามรอยการเดินทางของน้ำประปา ตั้งแต่เริ่มต้น จนมาไหลซู่ออกจากก๊อกน้ำในบ้านรู้สู้ flood ตอนที่ 9 ตั้งหลัก หลังน้ำลด มาดูกันว่าเมื่อน้ำลด เราจะกู้บ้านตัวเองกลับมาได้ยังไง ตั้งแต่เตรียมสติก่อนเปิดประตูบ้าน เตรียมตัวทำความสะอาดรู้สู้ flood ตอนที่ 1 รู้จักน้ำท่วมให้มากขึ้น ชวนชาวไทยทุกคนมาทำความเข้าสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและเรามีวิธีการจัดการน้ำกันอย่างไร
Comment สำหรับสมาชิก 100Y Design.com เท่านั้น
กรอกรหัส =>
คำถามที่ต้องการคำตอบ แสดงความคิดเห็นธรรมดา
ไม่สามารถส่งข้อความได้ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก
หมายเหตุ ระบบ Comment สำหรับสมาชิก จะทำให้ทีมงานของทางเว็บไซต์ทราบทันที่เมื่อมีสมาชิกฝากข้อความ หรือตั้งคำถามที่ต้องการคำตอบ ทางทีมงานจะพยายามหาคำตอบเพื่อที่มาตอบคำถามให้เร็วที่สุด
Comment สำหรับสมาชิก Facebook